บิทคอยน์ สร้างปัญหาด้านพลังงาน หรือกำลังแก้ปัญหาพลังงานให้คนทั่วโลก

บิทคอยน์ สร้างปัญหาด้านพลังงาน หรือกำลังแก้ปัญหาพลังงานให้คนทั่วโลก

2 August, 2021

บิทคอยน์ สร้างปัญหาด้านพลังงาน หรือกำลังแก้ปัญหาพลังงานให้คนทั่วโลก เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 หรือปี ค.ศ 1999 เป็นช่วงที่เกิดปัญหาดอทคอมที่สหรัฐอเมริกา บทความของ Forbes ได้รับการตีพิมพ์เรื่องของการใช้พลังงานในธุรกิจใหม่อย่างอินเทอร์เน็ตพร้อมอธิบายเหตุผลที่คาดการณ์ว่าครึ่งหนึ่งของการใช้พลังงานไฟฟ้าจะนำมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและอินเทอร์เน็ตภายใน ทศวรรษหน้า ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทฮาร์ดแวร์ ซึ่งจะทำให้โลกอยู่วิกฤติพลังงานในอนาคต

หลังจากนั้นก็มีการกล่าวถึง และถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวเรื่อยมา แต่ก็มีรายงานของ JP Morgan, Bank of America และ Deutsche Bank ก็ออกมาคัดค้านตัวเลขเหล่านี้ว่ามีข้อบ่งชี้หรือหลักฐานเพียงเล็กน้อย ถึงขั้นว่ามูลเลยจากการตั้งสมมติฐานที่ผิด

ปัญหาที่ถกเถียงกันหลังจากนั้น เช่น เรื่องการคาดการณ์ผิด การคำนวณผิด หรือเต็มไปด้วยข้อผิดพลาดส่งผลให้ตัวเลขการใช้พลังงานอินเทอร์เน็ตตามการประมาณการมีค่าที่สูงเกินไป ซึ่งพอมีดูตัวเลขจริงที่เกิดขึ้นรวมถึงการคาดการณ์จากวันนี้ไปจนถึงอนาคตว่าอินเทอร์เน็ตจะใช้ไฟฟ้าเพียง 20% ภายในปี 2568 และบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีจำนวนมากกำลังเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มที่แทนการใช้พลังงานรูปแบบเดิม

การใช้พลังงานของบิทคอยน์ ในปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก เกี่ยวกับคำวิพากษ์วิจารณ์ดังกล่าวนี้ของการใช้พลังงานจากอินเทอร์เน็ตในยุคแรก ๆ ทั้งยังมีการประกาศล่าสุดจาก Tesla เรื่องที่ว่าบิทคอยน์ใช้พลังงานเยอะขัดกับนโยบายการผลิตรถไฟฟ้าของตนเอง (ทั้งที่ก่อนหน้านี้จะมีการซื้อ และสนับสนุนบิทคอยน์มาตลอด) ว่ามีส่วนทำให้ภูมิอากาศของโลกแย่ลง

บิทคอยน์ ใช้พลังงานโดยเปล่าประโยชน์หรือคุ้มค่า?
ระบบการเงินในอดีตซึ่งมีทางเลือกน้อย ทั้งยังประสบปัญหาทางเทคโนโลยีหลายประการที่บังคับให้ทุกอย่างรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง และจำกัดศักยภาพการเติบโตในหลายด้าน จนในปี 2009 Satoshi Nakamoto ได้แก้ปัญหาการเงินในอดีตทำให้เราสามารถส่งมูลค่าหากันได้ผ่านอินเทอร์เน็ตโดยไม่มีปัญหา Double-Spending หรือการพิมพ์สำเนาซ้ำซ้อน ทำให้เกิดโลกของ Peer to Peer แบบไม่มีตัวกลาง จนเป็นที่มาของโลกสินทรัพย์ดิจิทัลอีกมากมาย

แต่การตรวจสอบความถูกต้องของระบบจะยังต้องมีอยู่เพียงแค่เปลี่ยนจากคน ๆ เดียว เป็นใครก็ได้หรือเป็นส่วนรวมในระบบ สามารถตรวจสอบธุรกรรมที่เกิดขึ้นในระบบบล็อกเชน (Blockchain) บิทคอยน์จึงออกแบบระบบ “Consensus Algorithm” เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรม ทาง Satoshi Nakamoto ใช้การออกแบบระบบที่สร้างอัลกอริธึมการลงคะแนนเสียงโดยคนส่วนใหญ่

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ แต่ละโหนดมีการโหวตเพียงครั้งเดียว และหากผู้เข้าร่วมเครือข่ายส่วนใหญ่ (> 50%) ยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมก็จะได้รับการยืนยัน อย่างไรก็ตามปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้หากมีผู้ประสงค์ร้ายสามารถสร้างโหนดเหล่านี้ได้ในจำนวนไม่จำกัด ซึ่งอาจจะเอาชนะโหนดที่ “ซื่อสัตย์” ได้ ระบบนี้อาจจะพังทลายลง ฉะนั้นจึงมีการวางโครงสร้างของการขุด หรือเป็นผู้ตรวจสอบธุรกรรมว่า คุณจะต้องมีต้นทุนคล้ายกับการทำธุรกิจ เช่น ค่าอุปกรณ์ ค่าสถานที่ ค่าไฟ เป็นต้น เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาในระบบมีแรงจูงใจต่อผลลัพธ์ และไม่เข้ามาเพื่อทุบหม้อข้าวของตนเอง

จุดประสงค์ของ Satoshi Nakamoto คือ บล็อกเชนสามารถต้านทานการโจมตีของผู้ไม่หวังดีได้ หากคน ๆ นั้นมีค่าใช้จ่ายในการรันโหนด ด้วยแรงบันดาลใจจากแนวคิดนี้ บิทคอยน์จึงใช้อัลกอริทึมฉันทามติที่เรียกว่า “Proof-of-Work” คนที่เข้ามาขุดบิทคอยน์ ซึ่งเป็นโหนดที่ตรวจสอบธุรกรรม จะถูกบังคับให้ไขปริศนาทางคณิตศาสตร์ที่คำนวณได้ยากมาก และด้วยฮาร์ดแวร์เฉพาะ เนื่องจากกระบวนการเหล่านี้ ทำให้ต้องใช้พลังงานไฟเป็นจำนวนมาก

กลับมาที่คำถามว่าพลังงานที่เสียไปนั้น “สูญเปล่าหรือไม่” หากว่า บิทคอยน์ หรือ บล็อกเชนไม่สามารถนำไปต่อยอดเพื่ออะไรบางอย่าง ไม่สามารถไปเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจ หรือเพิ่มความมั่งคั่งให้คนอื่นได้ สิ่งนี้อาจจะเป็นเรื่องที่เสียพลังงานโดยใช่เหตุ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงไม่ใช่แบบนั้น เพราะไม่ว่าสินทรัพย์ดิจิทัลหรือเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ล้วนแล้วแต่กลับมาสร้าง “คุณค่า” ทางใดทางหนึ่งให้กับบริษัท และคนทั่วไป รวมถึงนักลงทุนที่เข้ามาในสินทรัพย์ชนิดนี้ (แม้จะเป็นการเพิ่มคุณค่าทางอ้อมก็ตาม)

ถึงแม้ว่า Bitcoin, Litecoin, Monero และสกุลเงินดิจิทัลที่โดดเด่นอื่น ๆ จะใช้ Proof-of-Work แต่อัลกอริธึมฉันทามติใหม่ที่ใช้พลังงานน้อยกว่ากำลังถูกนำมาใช้ ตัวอย่างเช่น Ethereum กำลังเปลี่ยนไปใช้ Proof-of-Stake ซึ่งเป็นกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องที่ไม่ต้องการใช้พลังงานในระดับเดิม ด้วยเหตุนี้การถกเถียงเรื่องพลังงานจึงมีประเด็นน้อยกว่าที่หลายคนคิด

การขุดบิทคอยน์ใช้พลังงานมากเท่าไหร่
การศึกษาร่วมกันของ University of the Chinese Academy of Sciences มหาวิทยาลัยชิงหวา มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ และมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ พบว่า 75% ของบิตคอยน์มาจากนักขุดในจีน เพราะค่าไฟราคาถูก และนักขุดมีโอกาสเข้าถึงผู้ผลิตฮาร์ดแวร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ระบบคอมพิวเตอร์สะดวกกว่าประเทศอื่น ๆ ส่วนประเทศที่มีการขุดบิตคอยน์รองลงมา ได้แก่ อเมริกา รัสเซีย คาซัคสถาน มาเลเซีย และอิหร่าน

คาดการณ์ใน 3 ปีข้างหน้า จีนประเทศเดียวจะใช้ไฟถึง 296.59 Twh หรือมากกว่าปริมาณการใช้ไฟทั้งหมดในซาอุดีอาระเบีย หรืออิตาลี และผลิตก๊าซคาร์บอนถึง 130.50 ล้านเมตริกตัน ส่วนในปัจจุบันทาง Cambridge Bitcoin Electricity Consumption Index สะท้อนให้เห็นว่า ทั่วโลกมีการใช้ไฟฟ้าถึง 128.84 Twh/ปี ในการขุดบิทคอยน์ หรือเทียบได้กับปริมาณการใช้ไฟทั้งหมดของยูเครน หรืออาร์เจนตินา

ทางด้านผู้บริหารของ Compass Mining ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผู้สนับสนุนชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า แท้จริงแล้วนักขุดบิทคอยน์มีการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น นักขุดชาวจีนใช้ประโยชน์จากราคาไฟฟ้าพลังงานน้ำราคาถูกในเมืองเสฉวนและยูนนานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในฤดูฝน

การศึกษาในปี 2019 ของ CoinShares บริษัทลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลอีกแห่งหนึ่งระบุว่า 73% ของนักขุดบิทคอยน์ใช้พลังงานทดแทนบางส่วน ขณะที่เครือข่ายนักขุดบิทคอยน์ระดับ Top Five ของโลกใช้พลังงานน้ำเป็นหลัก